ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการเมืองการปกครอง
๑.๑ ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการเมืองการปกครอง
๑.๑.๑ ความหมายของการเมือง
คำว่า ”การเมือง” มีผู้รู้ให้คำจำกัดความไว้มากมาย ในความหมายมากมายเหล่านี้จะพบว่าทุกความหมายมีลักษณะคล้ายคลึงกันคือ การเมืองจะต้องมีลักษณะที่เป็นกิจกรรมหรือเป็นกระบวนการ ดังจะยกตัวอย่างของคำว่าการเมือง พอเป็นสังเขปดังนี้
การเมือง (Politics) มาจากรากศัพท์ภาษากรีก หมายถึง ศิลปะในการปกครองรัฐ (๑) ในยุคแรกๆ นั้นความหมายนี้อาจสมบูรณ์เพียงพอเพราะการรวมกลุ่มในยุคนั้นเป็นการรวมกลุ่มชนขนาดเล็กๆ และกลุ่มชนนั้นยังแบ่งออกเป็นสองฝ่ายคือ ฝ่ายผู้ปกครองและฝ่ายที่ถูกปกครอง ซึ่งได้แก่ ประชาชนส่วนใหญ่ของรัฐ การเมืองจึงเป็นเรื่องของพันธะ หรือความสัมพันธ์ของกลุ่มบุคคลทั้งสองฝ่าย
การเมือง หมายถึง การที่บุคคลหรือกลุ่มบุคคลในสังคม ซึ่งอาจจะมีประโยชน์ร่วมกันหรือขัดแย้งกันหรือมีความคิดเหมือนกัน หรือมีความคิดไม่เหมือนกัน ร่วมมือกันหรือต่อสู้กันเพื่อสรรหาบุคคลไปทำหน้าที่ปกครองประเทศแทนพวกเขา และหรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจที่จะทำให้พวกเขาสามารถตัดสินใจในเรื่องส่วนรวมได้โดยชอบธรรม(๒)
การเมือง หมายถึง การศึกษากลุ่มต่างๆ ที่ใช้อิทธิพลบังคับให้มีการออกกฎหมายการตัดสินใจในการแก้ไขปัญหาทางการปกครอง
การเมือง หมายถึง กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการแข่งขันหรือแสวงหาอำนาจซึ่งส่งผลกระทบต่อสังคมโดยส่วนรวม(๓)
การเมือง หมายถึง การมีและการใช้อำนาจ การมีและการใช้อิทธิพล หรือการดำเนินการต่างๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจและอิทธิพล
การเมือง หมายถึง กิจกรรมของมนุษย์ที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดนโยบาย และการนำนโยบายออกปฏิบัติซึ่งจะมีผลต่อสังคมส่วนรวม ด้วยความยินยอมของสังคมนั้น(๔)
จากความหมายดังกล่าวข้างต้นผู้สอนขอสรุปความหมายของคำว่า การเมือง หมายถึง กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับบุคคลหรือกลุ่มบุคคลเพื่อที่จะกำหนดแนวทาง ข้อบังคับ หรือนโยบายให้คนในสังคมปฏิบัติตามและอยู่ร่วมกันอย่างปกติสุข
๑.๑.๒ ธรรมชาติของการเมือง ( Nature of Politics )
ธรรมชาติของการเมืองโดยภาพรวมเป็นการมองการเมืองอย่างที่เป็นการเมือง ซึ่งการเมืองมีการเคลื่อนไหว มีการเปลี่ยนแปลงมาโดยตลอด สำหรับเรื่องธรรมชาติของการเมือง อริสโตเติล(Aristotle) นักปราชญ์ชาวกรีกได้อธิบายความหมายของคำว่า ธรรมชาติของการเมืองในหนังสือว่า การเมือง (Politics) หมายถึง ชุมชนทางการเมือง โดยอริสโตเติลแสดงความคิดเห็นว่ามนุษย์ทุกคนกระทำอะไรก็เพื่อเห็นแก่สิ่งที่ตนคิดว่าดี ดังจะเห็นได้จากการรวมตัวของมนุษย์ก็มุ่งให้ผลดี ดังนั้นจุดประสงค์ของชุมชนทางการเมืองในฐานะที่เป็นชุมชนไม่ใช่เป็นแต่เพียงการรวมจุดประสงค์ของชุมชนย่อยๆ เข้าด้วยกันเฉยๆ แต่ชุมชนทางการเมืองยังต้องการที่จะให้มนุษย์ที่อยู่ร่วมกันช่วยกันให้มีชีวิตรอด และช่วยกันสนองความต้องการของมนุษย์ที่จะอยู่ร่วมกันด้วยสวัสดิภาพมั่นคง ซึ่งคุณประโยชน์ร่วมกันในชีวิตที่ดีเป็นสาเหตุสำคัญในการวางรากฐานของรูปแบบการปกครอง (Ruling) โดยอริสโตเติลได้พยายามจัดรูปแบบการปกครอง ลักษณะใดเป็นรูปแบบการปกครองที่ดีและลักษณะใดเป็นรูปแบบการปกครองที่เลว อย่างไรก็ตามสิ่งที่สำคัญในรูปแบบการปกครองนั้นจะต้องประกอบด้วย อำนาจ (Authority ) ซึ่งอำนาจนี้ต้องเป็นอำนาจที่ชอบธรรมด้วย ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่าลักษณะของการเมืองการปกครองในแนวคิดของอริสโตเติลจึงประกอบด้วยปัจจัยสองประการคืออำนาจกับการปกครอง(๕)
ความหมายของธรรมชาติของการเมือง
เพลโต ( Plato ) (๖) นักปรัชญาเมธีการเมืองให้แนวคิดว่า การเมือง หมายถึง การอำนวยความยุติธรรมแก่คนทั้งปวง อันหมายถึง การช่วยให้แต่ละคนภายในรัฐได้มีโอกาสปฏิบัติหน้าที่ตามความสามารถและความถนัดตามธรรมชาติของตนไม่ก้าวก่ายงานของคนอื่น
นอกจากนี้นักปราชญ์ชาวเยอรมัน ชื่อแมก เวบเบอร์ ( Max Weber ) มีแนวคิดว่าสิ่งที่ถูกสร้างเป็นสมาคมก็อาจมีลักษณะเป็นการเมืองได้ถ้าในรัฐมีอำนาจสั่งการ มีผลบังคับภายใน อาณาเขตนั้นและผู้ปกครองเป็นผู้ใช้อำนาจบังคับเพื่อให้รัฐปกติสุข และตามแนวคิดนี้เขาเชื่อว่าลักษณะของการเมืองต้องประกอบไปด้วย อำนาจในการปกครองดินแดน(๗)
ฮาโร ลาสเวลร์ ( Harold Lasswell ) ได้กล่าวว่า ลักษณะทางการเมืองต้องมีลักษณะดังนี้คือ มีลักษณะผูกพันกับการปกครอง การมีและการใช้อำนาจ (Rule-Authority-Power) (๘)
คำว่า “การเมือง” ในปัจจุบันจึงมีความหมายกว้างขว้าง ซึ่งครอบคลุมวิถีชีวิตของมนุษย์เกือบทุกคน จนมีคำกล่าวว่า ”ถ้าเราไม่เล่นการเมืองการเมืองก็เล่นเรา” ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า คนทุกคนในประเทศต้องสมัครเข้าเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมัครเป็นผู้ปกครองประเทศแต่หมายความถึง เราทุกคนในฐานะเจ้าของประเทศจะต้องพยายามที่จะศึกษาให้เข้าใจถึงลักษณะและธรรมชาติของการเมือง รู้จักใช้สิทธิและหน้าที่ รู้ว่าจะต้องปฏิบัติตนในฐานะพลเมืองของประเทศอย่างไร อ่านและทำความเข้าใจเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญในฐานะกฎหมายหลักของการปกครองประเทศ ถ้าเราไม่สนใจข่าวสารการบ้านการเมืองไม่สนใจข่าวความเคลื่อนไหวในแวดวงทางการเมือง ปิดหูปิดตาตัวเองเราก็จะไม่รู้ไม่เห็นอะไรที่เกี่ยวกับการเมือง ปล่อยให้คนที่เข้าไปทำหน้าที่ทางการเมือง ทำงานต่างๆ โดยไม่คำนึงถึงเจตนารมณ์ของประชาชนตั้งแต่เข้าไปใช้สิทธิออกกฎหมายเพื่อตนและเพื่อพวกของตน ปล่อยให้กลุ่มบุคคลทำงานตามความต้องการของกลุ่มของพรรคของตน และในที่สุดความเสียหายก็เกิดกับแผ่นดิน ซึ่งเราทุกคนมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบแผ่นดินของเรา พอมาถึงวันนี้เราจะมาอ้างว่าการเมืองเป็นเรื่องสกปรกไม่ได้เพราะเราเป็นคนตัดสินใจเลือกคนเข้าไปทำหน้าที่แทนเรา ดังนั้นธรรมชาติของการเมืองไม่ได้สกปรกอย่างที่หลายคนพูดกัน แต่ที่เราเห็นว่าการเมืองสกปรกเพราะมีแต่ข่าวความขัดแย้ง ข่าวเกี่ยวกับคนต่างกลุ่มต่างพรรคทะเลาะกัน นั่นก็เพราะคนที่ไม่เข้าใจลักษณะของการเมืองหรือธรรมชาติของการเมือง คอยฉกฉวยโอกาสเพื่อประโยชน์ของตนเองบนความไม่รู้ไม่เข้าใจการเมืองของประชาชน หรือประชาชนมัวแต่สนใจปัญหาเรื่องปากเรื่องท้องมากกว่าสนใจการเมือง ช่องว่างตรงนี้ทำให้นักการเมืองที่ฉกฉวยหลายคนได้โอกาสในสถานการณ์ต่างๆ ในการแสวงหาผลประโยชน์เพื่อตนเอง เพื่อกลุ่มของตนเองและผลจากความล้มเหลวทางการเมืองจะส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งปัญหาใหญ่ๆ ที่จะตามมาอันเนื่องจากปัญหาทางการเมืองโดยทั้งสิ้น อย่างไรก็ตามลักษณะของการเมืองโดยตัวของมันแล้วการเมืองเป็นแนวทางของชุมชนทางการเมืองที่มีแนวโน้มที่ก่อให้เกิดสวัสดิภาพอย่างมั่นคงภายในสังคมโดยอาศัยการปกครอง การมีและการใช้อำนาจในทางที่ถูกต้องและอาศัยเงื่อนไขต่างๆ ทำให้เกิดความชอบธรรมในสังคมเป็นหลัก สังคมก็อยู่อย่างปกติสุข รวมทั้งประชาชนในประเทศก็อยู่ดีมีสุข
ลักษณะธรรมชาติของการเมือง
ธรรมชาติของการเมือง เป็นทฤษฎีและหลักการที่มุ่งหวังให้คนในสังคมมีสวัสดิภาพโดยทั่วถึงความยุ่งยากสับสนต่างๆ ที่เกิดขึ้น ตลอดจนความพอใจและความไม่พอใจในการกำหนดนโยบายของประเทศ หรือของคณะผู้บริหารประเทศ หรือการปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นๆ แท้จริงแล้วทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ที่ประชาชนในประเทศนั้นๆ ว่าจะมีความเข้าใจในกลไกทางการเมืองเพียงไรและใช้การเมืองด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมยิ่งกว่าส่วนตนมากน้อยเพียงใดและตัวประชาชนจะต้องเข้าใจกลไกทางการเมืองที่ถูกต้องก็จะทำให้ระบบการบริหารงานของรัฐบาลมีประสิทธิภาพและถ้าสถาบันทางการเมืองอันได้แก่ รัฐสภารัฐบาลศาลและประชาชนดีทั้งหมดเข้าใจกลไกทางการเมืองอย่างชัดเจนทั้งระบบและกระบวนการ ก็เท่ากับว่าทั้งรัฐสภา รัฐบาล ศาลและประชาชนได้สนับสนุนการดำเนินงานและกลไกทางการเมืองให้มีประสิทธิภาพนั่นเองอย่างไรก็ดีในทางตรงกันข้ามถ้าสถาบันทางการเมือง อันได้แก่ รัฐสภา รัฐบาล ศาลและประชาชนขาดความรู้ความเข้าใจในกลไกทางการเมือง จะทำให้ขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องธรรมชาติทางการเมืองด้วย ความยุ่งยากความสับสนทางการเมืองก็อาจเกิดได้ขึ้นง่าย อย่างไรก็ดีปัญหาการเมืองทุกอย่างขึ้นอยู่กับมาตรฐานและคุณภาพของประชาชน รวมทั้งความสำนึกทางการเมืองของประชาชนด้วยและถ้าปัญหาความยุ่งยากทางการเมืองเกิดขึ้นในประเทศหลายครั้ง บ่อยๆ ย่อมกระทบกระเทือนถึงเสถียรภาพและความปลอดภัยของประเทศชาติ
จากการอธิบายธรรมชาติของการเมืองที่กล่าวมาข้างต้น เราอาจสรุปความหมายของคำว่า การเมืองได้ดังนี้คือ การเมือง หมายถึง “การที่บุคคลหรือกลุ่มบุคคลในสังคม ซึ่งอาจมีผลประโยชน์ร่วมกันหรือขัดแย้งกัน มีความคิดเห็นเหมือนกันหรือไม่เหมือนกัน ร่วมมือกันหรือต่อสู้กัน เพื่อสรรหาบุคคลไปทำหน้าที่ปกครองประเทศแทนพวกเขา และหรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจที่จะทำให้พวกเขาสามารถตัดสินใจในเรื่องส่วนรวมได้โดยชอบธรรม”
โดยเหตุที่การเมืองเกี่ยวข้องกับประชาชนเป็นสำคัญ การเมืองจึงมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องที่เกี่ยวกับ สัมพันธภาพระหว่างประชาชน ซึ่งสนับสนุนซึ่งกันและกันในเจตนารมณ์ร่วมกัน หรือไม่ก็ต่อสู้กันในการเลือกตั้ง การมีสัมพันธภาพทางการเมืองนั้นมีอยู่ด้วยกันสองอย่างคือ ระหว่างนักการเมืองกับประชาชนและระหว่างนักการเมืองด้วยกันเอง นักการเมืองที่เข้าสู่แวดวงทางการเมืองไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งที่ได้มาจากการเลือกตั้งหรือไม่ก็ตาม ย่อมมีส่วนเกี่ยวข้องอยู่กับสิ่งที่ประชาชนคิด สิ่งที่ประชาชนต้องการเสมอในเรื่องนี้กระมล ทองธรรมชาติ(๙) ได้อธิบายเกี่ยวกับการเมืองว่านักการเมือง คือ “เอกชนผู้ที่จะทำให้การเมืองดำเนินไปได้ด้วยดีหรือเลวก็คือเอกชนผู้ได้ชื่อว่านักการเมือง” แน่นอนถ้าประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศไม่สนใจการเมือง การเมืองก็จะกลายเป็นเรื่องของเอกชนไม่กี่คนและผลร้ายก็จะเกิดขึ้นกับสังคมหรือประเทศนั้นๆ
ในเรื่องธรรมชาติของการเมือง เราทุกคนต้องยอมรับว่ามนุษย์เป็นสัตว์สังคม ( Social Animal ) มีภาษาพูดใช้ในการสื่อสาร และเป็นสื่อในการอยู่ร่วมกัน และโดยธรรมชาติแล้วมนุษย์ยังเป็นสัตว์การเมือง ( Political Animal ) อีกด้วย มนุษย์จึงต้องการการปกครองต้องการอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม แต่ด้วยเหตุที่มนุษย์มีความแตกต่างกัน ทั้งในด้านฐานะ อาชีพ การศึกษา เกียรติ จึงทำให้มนุษย์มีความรูปแบบการปกครองที่แตกต่างกันออกไป(๑๐)
จากเรื่องการเมืองหมายถึงอะไรและเรื่องธรรมชาติของการเมือง ถ้านักศึกษาอ่านอย่างละเอียดและเข้าใจอย่างชัดเจนแล้วเราอาจสรุปความหมายของการเมืองได้ว่า การเมือง หมายถึง กิจกรรมต่างๆที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ ในการจัดสรรสิ่งที่มีคุณค่าให้แก่สังคม โดยจะต้องมีการกำหนดและการใช้ข้อตกลงต่างๆ และมีกิจกรรที่ดำเนินการใดๆเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามที่กำหนด ซึ่งอาจมีการใช้อำนาจ อิทธิพล โดยการปกครองที่ได้มานั้นต้องชอบธรรม และตั้งอยู่บนรากฐานของประโยชน์สูงสุดแก่มวลมนุษย์ในสังคมนั้นๆ
การเมืองมีความหมายต่างจากคำว่า รัฐ ลักษณะเด่นของคำว่าการเมืองเป็นกิจกรรมที่นำไปสู่การตัดสินใจที่มีผลต่อการแบ่งปันประโยชน์ในสังคมและเป็นกระบวนการที่จะนำมา ซึ่งความสุขของมวลมนุษย์ทุกคนในสังคม ส่วนรัฐจะเน้นในเรื่องของการรวมกลุ่มกันหรือชุมชนทางการเมือง หรือชุมชนที่ต้องมีผู้นำ มีการปกครองมีอำนาจอธิปไตยภายใต้ดินแดนและอาณาเขตที่แน่นนอน หรืออาจกล่าวได้ว่า การปกครองใดๆไม่ว่าจะโดยรัฐหรือชุมชนหรือโดยสังคมคติจะมีขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีประชาชนมีอาณาเขตแน่นนอนมีความเป็นอิสระในการดำเนินงาน มีกฎหมายหรือระเบียบข้อบังคับที่ให้อำนาจแก่ผู้บริหารและใช้บังคับควบคุมทั่วประเทศ รวมทั้งให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่ผู้บริหารงานเพื่อดำเนินการใดๆให้เกิดความสงบสุขเรียบร้อยภายในรัฐ
ดังนั้นจะเห็นว่าการเมืองการปกครองมีความสำคัญต่อคนทุกคนในฐานะเจ้าของประเทศ ซึ่งถือเป็นภาระและหน้าที่ ที่เราทุกคนจะต้องศึกษาและทำความเข้าใจเรื่องการเมืองการปกครอง ถ้าเราไม่เข้าใจไม่ศึกษาใครจะศึกษาหรือปล่อยให้คนต่างชาติเข้ามาปกครองแทนเรา คนทุกคนในรัฐต้องเข้าใจระบอบการปกครองของประเทศของตน เพื่อปฏิบัติตนให้ถูกต้องสอดคล้องกับระบบการเมืองการปกครอง และเราทุกคนก็จะเข้าใจธรรมชาติของการเมืองเพราะ (๑๑) การเมืองเป็นเรื่องของกระบวนการ ( Process ) ส่วนระบบการเมือง ( Political System ) เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับโครงสร้าง ( Structure ) หรือความสัมพันธ์กันอย่างมีระเบียบแบบแผน การเมืองจึงได้ชื่อว่าเป็น “ศิลปะในการปฏิบัติ” “ศิลปะในการปกครอง” และได้ชื่อว่าเป็น ”การศึกษาว่า ใครได้อะไร เมื่อไร และอย่างไร” ในความหมายอย่างกว้างการเมืองหมายถึงการใช้อิทธิพล การต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจ การแก่งแย่งแข่งขัน ระหว่างบุคคลหรือกลุ่มบุคคลเพื่อจัดสรรสิ่งที่มีคุณค่าให้กับสังคมส่วนรวมหรืออาจกล่าวว่า ความหมายของการเมืองคือ กระบวนการ “ถือบังเหียนสังคม” ( Social Steering ) ก็ได้ซึ่งกระบวนการดังกล่าว นี้ย่อมประกอบด้วยการกำหนดเป้าหมายของสังคมส่วนรวม รวมถึงการดำเนินการให้บรรลุตามเป้าหมายนั้นๆ อีกด้วย
๑.๑.๓ วัฒนธรรมทางการเมือง (Political Culture)
ปัจจัยหรือเงื่อนไขที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาระบบการเมืองการปกครองของสังคม หรือของประเทศใดประเทศหนึ่งนั้นมีปัจจัยหลายอย่างเช่น ประวัติศาสตร์ความเป็นมาของชาตินั้นๆ สภาพภูมิประเทศรวมถึงสภาพสิ่งแวดล้อมต่างๆ โครงสร้างทางสังคมและปัจจัยที่สิ่งสำคัญยิ่งอีกประการหนึ่ง คือ ความรู้ความเข้าใจตลอดจนความคิดของคนในชาติ ความเชื่อ อันมีต่อระบบการเมืองการปกครองนั้นๆ ปัจจัยประการหลังที่สำคัญ คือ วัฒนธรรมทางการเมือง
( Political Culture ) ซึ่งเชื่อกันว่าทุกสังคมย่อมมีวัฒนธรรมทางการเมืองแทบทั้งสิ้น เพียงแต่แตกต่างกันออกไปเท่านั้น ก่อนที่จะได้พิจารณาถึงสาระสำคัญของวัฒนธรรมทางการเมืองนั้น ควรจะทราบถึงความหมายของคำว่า “วัฒนธรรม” ให้กระจ่างถูกต้องตั้งแต่แรก เพราะหลายคนยังสับสนในความหมายของวัฒนธรรม ซึ่งอาจทำให้การเข้าใจเรื่องวัฒนธรรมทางการเมือง ผิดพลาดได้ ดังนั้นเราควรทำการศึกษาเรื่องวัฒนธรรมให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ก่อน
ความหมายของคำว่า “วัฒนธรรม” (Culture )
คำว่า วัฒนธรรม ได้มีผู้ให้ความหมายไว้มากมายและแตกต่างกันออกไปโดยจะอธิบายพอเป็นแนวทางดังต่อไปนี้
วัฒนธรรม หมายถึง วิถีการดำเนินชีวิต กระสวนแห่งพฤติกรรมและบรรดาผลงานทั้งมวลที่มนุษย์ได้สร้างสรรค์ขึ้น ตลอดจนความคิด ความเชื่อ และความรู้เป็นต้น(๑๒)
วัฒนธรรม หมายถึง สิ่งที่มนุษย์เปลี่ยนแปลงปรับปรุงหรือผลิตสร้างขึ้น เพื่อความเจริญงอกงามในวิถีแห่งชีวิตของส่วนรวม ถ่ายทอดกันได้ เอาอย่างกันได้ รวมทั้งผลิตผลของส่วนรวมที่มนุษย์ได้เรียนรู้มาจากคนแต่ก่อน สืบต่อเป็นประเพณีกันมา ตลอดจน ความ รู้สึก ความคิดเห็น ความประพฤติ และกิริยาอาการ หรือการกระทำใดๆ ของมนุษย์ในส่วนรวม ลงเป็นพิมพ์เดียวกันและแสดงออกมาให้ปรากฏเป็นภาษา ศิลปะและความเชื่อถือระเบียบประเพณี เป็นต้น(๑๓)
วัฒนธรรม หมายถึง แบบแผนหรือแนวทางในการดำเนินชีวิตที่ถือปฏิบัติติดต่อกันมา
(Culture is the patterns of learned behavior and the products of behavior shared by member of society and transmitted among them. ) หรือพูดให้ง่ายเข้า วัฒนธรรมก็คือ วิถีทางดำเนินชีวิตของมนุษย์ ( Culture is a way of life ) นั่นเองฉะนั้นจึงถือว่า วิถีทางดำเนินชีวิตแบบจีน ( Chinese way of life ) เป็นวัฒนธรรมจีน หรือวิถีทางดำเนินชีวิตแบบไทยก็เป็นวัฒนธรรมไทย(๑๔)
จากความหมายของคำว่าวัฒนธรรม ดังกล่าวข้างต้นพอสรุปได้ว่า วัฒนธรรม หมายถึง แนวทางในการดำเนินชีวิต ที่มนุษย์ในแต่ละสังคมยึดถือปฏิบัติ และถ่ายทอดให้ชนรุ่นหลังสืบต่อกันมา โดยมีการเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงให้ดีขึ้นและยังคงใช้อยู่จนปัจจุบัน วัฒนธรรมเป็นทั้งเรื่องของนามธรรมและรูปธรรม ส่วนคำว่า วัฒนธรรมทางการเมืองนั้น มีความหมายดังอธิบายต่อไปนี้
ความหมายของคำว่า “วัฒนธรรมทางการเมือง”
ความหมายของคำว่า “วัฒนธรรมทางการเมือง”ได้มีผู้อธิบายความหมายของคำว่า วัฒนธรรมทางการเมือง ไว้หลายท่านพอสรุปได้ดังนี้ คือ
วัฒนธรรมทางการเมือง หมายถึง เจตคติ หรือ ความเชื่อ ความรู้สึกของผู้คนที่จะช่วยให้เขาเข้าใจ หรือเห็นความสำคัญของกระบวนการทางการเมือง เจตคติหรือความเชื่อจะเป็นตัวกำหนดว่าเขาควรจะมีบทบาทอย่างไรแค่ไหน ในระบบการเมืองการปกครองของสังคมของเขา(๑๕)
วัฒนธรรมทางการเมือง หมายถึง แบบของเจตคติและความเข้าใจต่อระบบการเมืองของบุคคลที่เขาได้รับการแนะนำอบรมจากองค์กรต่างๆ ในสังคมนั้นๆ
วัฒนธรรมทางการเมือง หมายถึง แบบแผนการวางตัวบุคคลให้เข้ากับระบบการปกครองและการเมืองในสังคมใดสังคมหนึ่ง(๑๖)
จากความหมายของวัฒนธรรมทางการเมือง อาจสรุปความหมายของคำว่า วัฒนธรรมทางการเมือง หมายถึง ความรู้ความเข้าใจในเรื่องความคิด และความเชื่อ ความสำนึกในทางการเมืองที่สมาชิกของสังคมหนึ่งๆ มีต่อระบบการเมืองการปกครองของสังคมของเขาว่า มีรูปแบบการปกครองแบบใด มีหน่วยงานหรือองค์การทางการปกครองอะไรบ้าง ตัวเขาเองมีบทบาทสิทธิหน้าที่ต่อกระบวนการทางการเมืองอย่างไร แค่ไหนบ้าง มีความรู้สึกนึกคิดที่พอใจหรือไม่พอใจต่อระบบการเมืองการปกครองที่เป็นอยู่ ด้วยเหตุนี้พฤติกรรมทางการเมืองของบุคคลในสังคมจะมีลักษณะใดก็ขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมทางการเมืองที่สมาชิกของสังคมนั้นๆ ยึดถือนั่นเอง
วัฒนธรรมทางการเมืองของสังคมจะเป็นอย่างไร ย่อมขึ้นอยู่กับอิทธิพลของวัฒนธรรมของสังคม หรือวัฒนธรรมส่วนรวมของสังคมนั้น ทั้งนี้เพราะวัฒนธรรมทางการเมืองเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมทั่วๆไปของสังคม เช่น วัฒนธรรมทางสังคม หรือวัฒนธรรมส่วนรวมของสังคมนั้นเน้นการใช่อำนาจบังคับ มากกว่าเหตุผล คนในสังคมนั้นๆ เช่น รัฐบาล ผู้ปกครอง บิดามารดา ครูอาจารย์ บุคคลต่างๆ เหล่านี้ ถ้ามีลักษณะใช้อำนาจมากกว่าเหตุผลก็จะทำให้วัฒนธรรมทางการเมืองของสมาชิกในสังคมย่อมได้รับผลกระทบไปด้วย อันอาจเป็นเหตุให้สมาชิกของสังคมขาดความรู้ความเข้าใจในทางการเมืองการปกครอง ไม่กล้าแสดงความคิดเห็น ขาดความรับผิดชอบต่อสิทธิหน้าที่ของตนเองที่มีต่อระบบการเมืองการปกครอง ถ้าต้องการให้สมาชิกในสังคมยึดถือวัฒนธรรมทางการเมืองแบบใด เราอาจจำเป็นต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมทางสังคมโดยส่วนรวม และองค์กรทางการเมืองให้สอดคล้องกับระบบการเมืองการปกครองอันพึงประสงค์นั้นด้วยเช่นกัน ตัวอย่างเช่น ในสังคมไทยถ้าต้องการให้สมาชิกในสังคมมีวัฒนธรรมทางการเมืองการปกครองแบบประชาธิปไตย ก็ต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมทางสังคมส่วนรวม และสถาบันทางการเมืองการปกครองให้เป็นแนวทางเดียวกันกับระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย กล่าวคือ สมาชิกของสังคมส่วนใหญ่จะต้องเป็นบุคคลที่มีเหตุผล รู้จักพินิจพิเคราะห์ในสิ่งต่างๆ มากขึ้น ไม่หลงเชื่ออย่างงมงาย มีความคิด มีพฤติกรรมแบบประชาธิปไตย สามารถเป็นได้ทั้งผู้นำและผู้ตามที่ดี รู้กาลเทศะ เปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็นได้ โดยไม่ตัดสินและประเมินตามความคิดของตน ส่วนสถาบันทางการเมืองการปกครอง ก็ควรต้องมีลักษณะขององค์กรเป็นประชาธิปไตยด้วย ในเยาวชนรุ่นใหม่ๆ ควรมีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงจากระบบวัฒนธรรมใหม่ๆ ให้สามารถดำเนินชีวิตตามแนวทางการเมืองการปกครองแบบประชาธิปไตยด้วย